Search-form

Welcome to Info Variety ~ The pleasure of life's variety

สีชมพูช่วยให้ผ่อนคลาย มีความสุข และมีความคิดสร้างสรรค์

Welcome to Info Variety ~ The pleasure of life's variety

ไวน์แดงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

Welcome to Info Variety ~ The pleasure of life's variety

คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นสามารถดำน้ำลึกได้ หากไม่กลัวน้ำ

Welcome to Info Variety ~ The pleasure of life's variety

ช็อคโกแลตอุดมไปด้วยสารเซโรโทนินและเอ็นดอร์ฟินที่ทำให้สบายใจ สดชื่น และมีความสุข

Welcome to Info Variety ~ The pleasure of life's variety

กาแฟร้อนไม่ใส่น้ำตาลและนม ช่วยแก้อาการเมาค้าง

Welcome to Info Variety ~ The pleasure of life's variety

ผัก ปลา และผลิตภัณฑ์จากนม ช่วยบำรุงให้ผมสวย

7 วิธี ถนอม ริมฝีปาก ให้สวยตลอดไป




ริมฝีปาก
ริมฝีปากที่ดูสวยและชุ่มชื้น คงเป็นเสน่ห์อันน่าหลงใหลอีกหนึ่งอย่างบนใบหน้า ที่สามารถดึงดูดความสนใจจากชายหนุ่มผู้พบเห็น บางคนที่ยังคิดว่า ริมฝีปากของตนเองนั้นยังแลดูไม่สวยงามเพียงพอ วันนี้เรามีวิธีการถนอมริมฝีปากแบบง่ายๆมาฝากกันค่ะ

1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 4-6 แก้ว เพื่อป้องกันการเกิดร้อนใน ซึ่งถ้าหากเป็นร้อนในแล้วจะทำให้ปากแห้งหรือ แตกลอกเป็นขุยได้ง่าย
2. สำหรับหลาย ๆ คนที่เคยเข้าใจว่า เมื่อรู้สึกว่าริมฝีปากแห้งนั้น ก็ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากบ่อย ๆนั้น ขอแนะนำให้คุณเปลี่ยนความคิดและเลิกทำไปได้เลย เพราะในน้ำลายจะมีเอนไซม์ที่ทำให้ริมฝีปากของคุณแห้งกว่าเดิม แถมยังทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำขึ้นอีก
3. ก่อนนอนควรทาลิปกลอส หรือ ลิปมันเป็นประจำ เพื่อเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันริมฝีปากแตก หรือเป็นขุยได้
4. เวลาที่ริมฝีปากของคุณเป็นแผล ไม่ควรที่จะแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้อาการของแผลแย่ลงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อและทำให้ปากที่ลอกหายยากขึ้นอีกด้วย
5. เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง อย่าลืม !!…. ทาลิปสติกที่มีส่วนผสมป้องกันรังสียูวี
6. ระวัง!… ยางผลไม้บางชนิด เพราะเมื่อมันสัมผัสกับริมฝีปากของคุณแล้วจะทำให้ริมฝีปากมีสีคล้ำได้
7. หากมีปัญหาปากเป็นขุย หลังแปรงฟันเสร็จใหม่ ๆ ในขณะที่ริมฝีปากยังชุ่มชื้นด้วยน้ำอยู่ ให้ใช้แปรงสีฟันแปรงเบา ๆ ที่ริมฝีปากบนและล่าง เพื่อให้ขุยหรือสะเก็ดลอกออก จากนั้นจึงใช้ลิปมันทาบางๆ
Thanks : mthai.com

กล้วยหอมทอดฟรุตสลัดฮันนี่

เรื่อง : อ. อมราภรณ์ วงษ์ฟัก
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

เมื่อเด็กอายุเข้าขวบปีที่ 3 ฟันน้ำนมจะแข็งแรงพอที่จะขบเคี้ยวอาหารแข็งได้แล้ว อวัยวะสำหรับย่อยอาหารสามารถทำงานได้ดีขึ้น จึงเหมาะที่จะฝึกให้เด็กรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ รวมทั้งการฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองในการรับประทานอาหาร และปลูกฝังเรื่องมารยาทในการรับประทานอาหารอย่างง่ายๆ
พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรคาดหวังกับเด็กมากเกินไป เช่น ต้องการให้เด็กทานอาหารไม่หกเลอะเทอะ ทานอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้หมด หรือต้องการให้เด็กทานอาหารทุกชนิดที่จัดเตรียมให้ ถ้าพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กเคี่ยวเข็ญเด็กมากเกินไป เด็กจะต่อต้านและไม่ยอมทำตามที่ผู้ใหญ่คาดหวัง ทำให้เกิดปัญหาในการรับประทานขึ้น

การส่งเสริมสุขนิสัยในการรับประทานอาหารของเด็ก
1. แม้ว่าเด็กจะไม่ยอมทานอาหารบางชนิด แต่ถ้าเด็กยังมีน้ำหนักปกติ พ่อแม่ไม่ควรวิตกกังวล ควรให้อาหารเด็กให้เหมาะสมกับความต้องการ ปล่อยให้เด็กทานอาหารตามสบาย ไม่จุกจิกกับเด็ก สร้างบรรยากาศให้แจ่มใสและเป็นเวลาแห่งความสุข

2. การเลือกอาหาร เด็กส่วนมากจะทานอาหารแบบผู้ใหญ่ได้ แต่ต้องรสอ่อนและทำให้อาหารนิ่มกว่าของผู้ใหญ่ แต่อาหารบางชนิด เช่น ผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น ผักชี ต้นหอม หรือผักที่มีความแข็ง เช่น คะน้า เด็กอาจไม่ยอมทานเพราะเหม็นหรือแข็ง พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กควรหลีกเลี่ยงและใช้ผักอื่นทดแทน จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการทานอาหาร

3. การไม่ยอมทานอาหาร เมื่อเด็กอายุประมาณ 4-5 ปี เด็กมักจะปฏิเสธไม่อยากทานอาหาร ไม่ชอบอาหารที่มีอยู่ อาจเป็นเพราะเด็กห่วงเล่น หรือได้ทานอาหารอื่นๆ เช่น ขนมขบเคี้ยว หรือขนมหวานก่อนถึงเวลาอาหาร ดังนั้น พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องเชิญชวนให้เด็กรับประทานอาหารบ้าง เมื่อชักชวนให้เด็กรับประทานช้อนแรกได้แล้ว เด็กก็จะลืมความหงุดหงิดและทานอาหารต่อไปได้ ฉะนั้น พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กต้องใจเย็น อดทน และไม่ควรให้เด็กทานขนมหรือนมก่อนเวลาอาหาร เพราะจะทำให้เด็กอิ่ม

4. อย่าให้เด็กอมข้าวในปากนานเกินไป เพราะน้ำลายจะละลายเม็ดข้าวให้เป็นน้ำตาล เด็กจะไม่รู้สึกหิวและไม่ยอมทานอาหารต่อไป

5. สำหรับเด็กที่ไม่ชอบทานข้าว ควรให้ทานอาหารประเภทอื่นทดแทนบ้างเป็นบางมื้อ เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมปังและแกงจืด อย่าบังคับให้ทานข้าวทุกมื้อทุกวัน

--------------------------------------------------------------------


กล้วยหอมทอดฟลุตสลัดฮันนี่
ส่วนผสม
กล้วยหอม 6 ใบ 
แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วยตวง 
แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ 
น้ำตาลทรายป่น 1/4 ถ้วยตวง 
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วยตวง 
น้ำมันพืชสำหรับทอด
น้ำตาลไอซิ่ง
ผลไม้ในน้ำเชื่อมหรือผลไม้สดตามชอบ
น้ำผึ้ง

วิธีทำ 
1.ปอกเปลือกกล้วยออก แล้วหั่นตามขวางเป็นชิ้นยาวประมาณ 3 นิ้ว 
2.นำแป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งข้าวโพดร่อนรวมกันแล้วใส่น้ำตาลทรายป่นและเกลือป่นพร้อมกับค่อย ๆ เติมน้ำเปล่าลงผสมให้เข้ากันจนแป้งเนียนดี
3.นำกล้วยหอมที่หั่นไว้ไปชุบลงในน้ำแป้งที่ผสมไว้ นำลงทอดในน้ำมันพืชร้อนปานกลางพอเหลืองทั่วทั้งชิ้น แล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
4.เวลาเสิร์ฟ จัดกล้วยหอมทอดใส่จาน ตักผลไม้วางข้าง ๆ ราดน้ำผึ้งโรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง

รู้จัก ไข่ อาหารสุขภาพลูกรัก

ขอนำเสนอ "ไข่" แหล่งสารอาหารชั้นดี ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย เพื่อสร้างความเข้าใจ ดูแลมื้ออาหารสุขภาพของลูกน้อยอย่างถูกต้อง ให้เจ้าตัวเล็กของคุณแม่อร่อยกับเมนู "ไข่" อย่างเหมาะสมค่ะ

"ไข่" มีดีอย่างไร

โปรตีน
ในไข่ขาวจะมีโปรตีนสูงเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential amino acid) เป็นสารอาหารหลักสำหรับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ส่วนไข่แดงก็ ได้แก่ โปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ แหล่งสารอาหารดังกล่าวก็คือตับ เนื้อสัตว์ และไข่แดง

เลซิติน
มีส่วนช่วยในการย่อยและขนส่งไขมัน ที่ทำให้เกิดพลังงาน และสามารถรับคลอเลสเตอรอลจากร่างกายกลับเข้าสู่ตับได้มากขึ้น (พบมากในไข่แดงและเมล็ดถั่ว) เลซิตินยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อเซลล์ประสาท ที่จำเป็นต่อการสร้างโคลีน ส่วนเสริมสร้างความจำ


เรื่องง่ายๆ กับการดูแล "ไข่" 
- ล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังสัมผัสไข่ ไม่ควรบริโภคไข่ที่เปลือกไข่แตกหรือบุบ ร้าว 
- ควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็น เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และบริโภคไข่ให้หมดภายใน 2 สัปดาห์หลังจากซื้อ 
- ไข่ที่หมดอายุ ไม่ควรนำมากิน คุณแม่อาจทดสอบโดยนำไข่ไปลอยน้ำ หากไข่จมแสดงว่ายังสด แต่ถ้าลอยหรือมีกลิ่นแสดงว่าไข่เน่าเสีย
ไข่ เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ยิ่งกับลูกน้อยในช่วงวัยเติบโต คุณแม่ควรให้ลูกกินอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณเหมาะสม เช่นเดียวกับอาหารชนิดอื่นๆ โดยครบ 5 หมู่ ก็จะเกิดผลดีต่อร่างกาย สิ่งสำคัญคือ เสริมเสร้างความแข็งแรงให้กับลูกน้อย ด้วยการออกกำลังกายด้วยค่ะ

Did You Know 
- ไข่ขาว มีคุณสมบัติดูดซึมของสารพิษไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น จึงมักได้ยินว่า การกลืนไข่ขาว สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้
- เพื่อเป็นยาใส่แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก คนไทยโบราณนิยมใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำปูนใส ตีผสมกับไข่แดง เพื่อดับพิษร้อนและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ไม่ทำให้เป็นแผลเป็น 
- ชาวจีนเชื่อว่า หากให้เด็กที่เป็นโรคหอบหืดโดยเฉพาะหน้าหนาว ช่วงที่ร่างกายไม่แข็งแรง การกินไข่ดาวราดน้ำผึ้งเป็นประจำจะช่วยให้เด็กแข็งแรง หายจากโรคหอบหืด

Thanks : Sanook.com

สร้างเด็กให้มีสุขภาพดี...เมนูเพื่อลูกรัก

วงจรชีวิตของมนุษย์เริ่มตั้งแต่วัยเด็กทารก มีช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยสูงอายุ เรียกกันง่าย ๆ ว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งวัยเด็กเป็นวัยที่มีความสำคัญอย่างมากที่สุด เพราะจะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคม โดยเฉพาะเด็กก่อนวัยเรียน ที่อยู่ในช่วงอายุ 3 - 5 ขวบ เป็นวัยที่ถือว่า "วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ" ที่มีการเปลี่ยน แปลงจากวัยทารก ก้าวสู่ความพร้อมที่จะเรียนรู้ สังคมภายนอกที่กว้างออกไป จากสังคมปิดภายในครอบครัว ดังนั้นเราจึงควร สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กของเรา เพื่อไปเผชิญต่อสภาวะภายนอกบ้าน โดยเริ่มที่เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องแรก เพราะนี่คือพื้นฐานสำคัญ
1. อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญ แม้จะเร่งรีบสักปานใด ก็ต้องกินอาหารเช้า เพราะเป็นอาหารมื้อที่มีผลต่อการพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญาควรเตรียมให้ พร้อม เด็กหลายคนต้องตื่นแต่เช้า อาจยังไม่รู้สึกอยากรับประทานอาหาร ควรสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากรับประทาน ทำอาหารที่เด็กชอบ และสร้างสรรค์เมนูใหม่ ไม่ให้เกิดความจำเจ
2. ฝึกให้เด็กมีนิสัยชอบกินผัก ซึ่งเรื่องของการกินผักกับเด็กค่อนข้างจะเป็นปัญหาใหญ่ เด็กหลายๆคนมักไม่ชอบผักเอาเลย เราลองย้อนมาดูสาเหตุกันซิว่าทำไมเด็กไม่ชอบ ซึ่งจะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วที่ไม่ชอบก็เพราะว่า ผักมีกลิ่นแรง รสไม่อร่อย ฉะนั้นการเริ่มต้นฝึกการกินผักโดยเลือกผักที่มีสีและน่าตาน่ารับประทาน เช่น แครอท ดอกกะหล่ำ แตงกวา บรอกโคลี เป็นต้น ใส่ลงไปชิ้นเล็ก ๆ ในอาหารก่อน เช่น ในข้าวผัด ซุป แกงจืด เป็นต้น หรือนำไปประกอบอาหารที่เด็กชอบ เอาไปชุบแป้งทอด ผสมในหมูสับทอด หรือนำไปลวกให้กลิ่นหายไปบ้าง นำมาคลุกเนยหรือ น้ำตาลเล็กน้อยเป็นการปรับรสชาติหรือหั่นเป็นชิ้น ๆ แช่เย็นจะทำให้มีความกรอบที่เด็กชอบ
3. สร้างนิสัยช่วยตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยตัวเองในเรื่องต่างๆ เช่น แปรงฟัน ทานข้าว แต่งตัว โดยผู้ปกครองคอยแนะนำ คอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดเท่านั้น ในครั้งแรกอาจทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน จำไว้นะค่ะ ผิดถูกไม่เป็นไร ช่วยอยู่ห่าง ๆ คอยสอน คอยให้กำลังใจ อย่างใจเย็นๆในที่สุดเด็กน้อยของเราก็จะทำได้
4. เปิดโอกาสให้เรียนรู้จากเพื่อนวัยเดียวกัน การทำเช่นนี้เป็นการเรียนรู้ทางสังคมที่สำคัญ เด็กจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัว
5.ประการสุดท้าย ขอย้อนกลับมาที่เรื่องอาหารที่ไม่ควรมองข้าม เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่มักติดใจรสหวานและซ่าของน้ำอัดลม ในน้ำอัดลมจะประกอบด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ควรให้เด็กหลีกเลี่ยง

อย่าลืมนะค่ะ เด็กมักทำตามผู้ใหญ่ฉะนั้น ที่สำคัญที่สุดคนในบ้านต้องทำเป็นตัวอย่าง
วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนสำหรับการสร้างเด็กให้มีสุขภาพดี และมีตำรับอาหารเด็กมาฝากกันเช่นเคย 2 ตำรับค่ะ ลองเอาไปทำให้เด็ก ๆรับประทานกันนะค่ะ


หมูม้วนสาหร่ายไข่กุ้ง

ส่วนผสม
หมูบด 1 ถ้วยตวง
กุ้งสับ 1 ถ้วยตวง
ไข่กุ้ง ¼ ถ้วยตวง
รากผักชีกระเทียมพริกไทยโขลกละเอียด ½ ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนชา
แผ่นสาหร่าย
แครอท บรอกโคลี มะเขือเทศ
วิธีทำ
1.ผสมหมูบด กุ้งสับ รากผักชีกระเทียมพริกไทย ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ซอสหอยนางรมและแป้งข้าวโพด นวดให้เข้ากัน พักไว้ 10 นาที
2.วางแผ่นสาหร่ายบนเขียง ตักส่วนผสมในข้อที่1 ทาให้ทั่วแผ่นแล้วทาทับด้วยไข่กุ้งม้วนเป็นแท่ง
3.นำไปนึ่งจนสุก ยกลงพักให้เย็นจึงมาหั่นชิ้นเสิร์ฟกับน้ำจิ้มและผักตามชอบ







ผลไม้ถ้วยซี๊ด

ส่วนผสม
แอปเปิลสีเขียว สีแดง 1 ถ้วยตวง
สับปะรด 1 ถ้วยตวง
องุ่น 1 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว ¼ ถ้วยตวง
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา
ไข่เป็ดต้มสุก 12 ฟอง
เบคอนหั่นสี่เหลี่ยมเล็กทอกกรอบ ½ ถ้วยตวง
ขนมปังกรอบ
เกลือป่น

วิธีทำ
1.เตรียมผลไม้โดยหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก แช่น้ำเย็นผสมเกลือป่นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ผลไม้ดำตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ
2.ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากัน
3.ไข่เป็ดต้มนำมาปอกเปลือกตัดด้านบนและควักไข่แดงออก
4.ตักผลไม้กับเบคอนที่เตรียมไว้ใส่ลงในไข่ 
5. เวลาเสิร์ฟจึงใส่น้ำยำลงไปเสิร์ฟทันทีกับขนมปังกรอบ


Thanks : Sanook.com

ดูแลอาการภูมิแพ้ในลูกน้อยกันเถอะ

ภูมิแพ้ในเด็กขวบปีแรก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะการแพ้อาหาร ฉะนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิความรู้เรื่องภูมิแพ้ เรามาดูข้อมูล การดูแลลูกน้อยอย่างเหมาะสมในเรื่องนี้ค่ะ
ภูมิแพ้ เป็นอย่างไร
คือภาวะที่ร่างกายไวต่อสารบางอย่าง จะเกิดอาการเมื่อมีการสัมผัสหรือรับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันต่างๆ และรวมไปถึงอาหาร ก็เป็นสาเหตุที่สามารถตัวกระตุ้นอาการของลูก ทั้งนี้คุณแม่สามารถสังเกตอาการได้จากลักษณะทางกายภาพต่อไปนี้

ผิวหนัง
มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า แก้ม แขน ขา ตั้งข้อสังเกตกับอาการไปด้วยว่า นอกจากมีผื่นแล้ว ยังมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ (เอาหน้าถูไถไปมากับที่นอน มีอาการหงุดหงิดเหมือนไม่สบายตัว) ถ้าแพ้รุนแรง ผื่นจะมีลักษณะนูนแดง คล้ายผื่นลมพิษ ต้องระวัง และสังเกตอย่างใกล้ชิด

ระบบทางเดินอาหาร
ลูกแสดงอาการหงุดหงิด เพราะรู้สึกไม่สบายท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายหลายครั้ง ตั้งแต่ถ่ายเล็กน้อยจนถึงอาการถ่ายเรื้อรัง แพ้มาก็อาจถ่ายเหลวบ่อยครั้งต่อวัน ถ่ายเป็นเลือดปนออกมาด้วย ลักษณะแบบนี้ต้องพบคุณหมอทันที

ระบบทางเดินหายใจ
หายใจไม่สะดวก เสียงดังครืดคราด มักเป็นเรื้อรังไม่หาย อาจพบอาการโรคหืดร่วมด้วย แต่ก็พบได้ไม่บ่อย

ป้องกันไว้ก่อน
เพราะอาหารคือ สาเหตุหล ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังกังวลกับเรื่องเมนูอร่อย อยากให้ลูกอิ่มอร่อยแบบครบ 5 หมู่ ไม่ควรมองผ่าน ระมัดระวังกับเรื่องอาหารการดินของลูกในช่วงเริ่มมื้ออาหารเสริมด้วยค่ะ
- การแพ้โปรตีนนมวัว คุณแม่ลดความเสี่ยงนี้ได้ ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เป็นวิธีที่คุ้มค่าและดีที่สุดค่ะ

- การเริ่มให้อาหารเสริมต้องเริ่มครั้งละน้อยๆ และสังเกตอาการ ถ้าลูกไม่มีอาการแพ้ จึงเพิ่มอาหารชนิดอื่นๆ ก็จะช่วยป้องกัน ลดโอกาสเสี่ยง เรื่องอาการแพ้จากอาหารที่กินเข้าไป

-หลักการเดียวใช้ได้หมด คือ เลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการ เช่น แพ้โปรตีนนมวัว ก็ควรเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว

- ลดความเสี่ยงด้วยการปรุงอาหารให้ลูกกินเอง หากต้องเลือกซื้ออาหารผลิตภัณฑ์แปรรูป ควรมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ระบุข้อมูลทางโภชนาการชัดเจน

- ถ้าสงสัยหรือรู้ว่า ลูกมีอาการแพ้ ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยและขอคำแนะนำที่เหมาะสม

เมื่อแพ้แล้วทำอย่างไร คุณแม่ควรดูแลตามอาการนั้นๆ เช่น

- เมื่อมีผื่น มีอาการคัน ใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำ เช็ดบริเวณที่มีอาการ และเลี่ยงการอยู่ในที่ๆ มีอากาศร้อน เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่มีกระตุ้นให้เกิดอาการคัน

- ถ้าลูกหายในติดขัด เพราะมีน้ำมูกมาก ใช้น้ำเกลือล้างหรือเช็ดบริเวณจมูกเพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้น

- ถ้าอาเจียน ถ่ายบ่อย ก็ควรหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ไว้ก่อน ระวังภาวะขาดน้ำ ควรให้ลูกจิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ

ทำไมลูกแพ้อาหาร
การแพ้อาหารเกิดได้จากพันธุกรรม เช่น พ่อ แม่ หรือมีลูกคนก่อนในครอบครัวมีประวัติ ก็อาจทำให้ลูกมีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกว่าปกติ อีกสาเหตุคือ เกิดจากอาหาร เป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น โปรตีนนมวัว ไข่ขาว ฯลฯ และเมื่อลูกน้อยโตขึ้น อาการแพ้จะค่อยๆ หายไป ด้วยเพราะระบบการย่อยอาหาร เซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำงานได้สมบูรณ์ การยับยั้งสารอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้เกิดปัญหาน้อยลง

Thanks : Sanook.com

เมื่อเด็กอยากสูง

บุตรของท่านมีปัญหาต่อไปนี้หรือไม่
• ตัวเล็กมาตลอดเมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน 
• เติบโตช้ามาก ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นไม่ถึง 4 ซม. ต่อปี
• เพื่อนรุ่นเดียวบางคนที่เตี้ยกว่าหรือสูงพอๆ กัน ตอนนี้สูงกว่า 
• ตัวเล็กมากทั้งที่บิดามารดาสูง

"หากมี ควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กมีอาการซึมเศร้า โดนเพื่อนแกล้ง หรือการเรียนแย่ลง เนื่องจากโรคเตี้ยบางสาเหตุมีทางแก้ไขได้หากได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ"

การเจริญเติบโตในเด็กผิดปกติจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม

แม้การเจริญเติบโตของคนจะเป็นไปตามพันธุกรรมก็ตาม แต่การที่เด็กจะมีการเจริญเติบโตที่ดีนั้นต้องประกอบด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆดังต่อไปนี้ มีภาวะโภชนาการดีและเหมาะสม มีสุขภาพทางจิตใจและอารมณ์ดี ปริมาณฮอร์โมนปกติ
และสามารถออกฤทธิ์ได้ปกติไม่มีโรคเรื้อรังทางกายอื่นๆ มีการออกกำลังกายและ นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ และประการสุดท้ายไม่มีความผิดปกติที่จะส่งผลทำให้มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ของกระดูก เช่น ยาหรือสารเคมีจากภายนอก

จะทราบอย่างไรว่าเด็กตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์หรือเติบโตช้าผิดปกติ

การประเมินการเจริญเติบโตว่าปกติหรือไม่ ทำได้โดยการเอาส่วนสูงของเด็กจุดลงบนกราฟมาตรฐานน้ำหนัก และส่วนสูงของเด็กไทยที่อายุและเพศเดียวกัน และพบว่าต่ำกว่าเปอร์เซนต์ไทล์ที่ 3 ก็ถือว่าเตี้ย และติดตาม อย่างต่อเนื่องเพื่อดูลักษณะกราฟการเจริญเติบโต กรณีที่ส่วนสูงไม่ต่ำกว่าเปอร์เซนต์ไทล์ที่ 3

แต่หากพบว่า มีการเบี่ยงเบนจากเปอร์เซนต์ไทล์เดิมไปในทิศทางที่ต่ำลงก็ถือว่าผิดปกติเช่นกัน แต่ทั้งสองวิธีต้องมีกราฟ มาตรฐาน อีกวิธีที่สะดวกคือดูอัตรการเจริญเติบโตในระยะที่ผ่านมา เด็กวัยเรียนอายุ 4-9 ปีจะเติบโตประมาณ 5 ซม.ต่อปี

ซึ่งสามารถหาดูได้จากสมุดพกนักเรียน เด็กที่สงสัยว่าจะมีการเจริญเติบโตผิดปกติควรได้รับการ ตรวจ วินิจฉัยโดยแพทย์แต่เนิ่นๆ เนื่องจากบางภาวะสามารถให้รักษาได้และได้ผลดีกว่าหากรักษาตั้งแต่อายุ น้อยๆ ไม่ ควรรอจนอายุมาก หรือจนมีลักษณะเป็นหนุ่มสาวจึงค่อยมาพบแพทย์เพราะทำให้การรักษาไม่ได้ ผลดีเท่าที่ควร หรือไม่ได้เลย

ข้อมูลที่ควรนำไปด้วยเมื่อพบแพทย์

ส่วนสูงที่เคยวัดไว้ในสมุดพกนักเรียน นอกจากนี้ควรมีส่วนสูงบิดา-มารดา ผู้ที่นำเด็กไปพบแพทย์ควรเป็น บิดา-มารดาหรือคนใดคนหนึ่ง เพราะแพทย์จะซักรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วยและประวัติอดีตของ เด็กด้วย หากแพทย์พบว่าเด็กเตี้ยหรือเติบโตช้าจริง

แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อแยก สาเหตุทางกายอื่นๆที่ชัดเจนออกไป หากพบว่ามีข้อบ่งชี้หรือสงสัยว่าจะมีความผิดปกติทางฮอร์โมน แพทย์ จะนัดตรวจทางห้องปฎิบัติการต่อมไร้ท่ออีกครั้งหนึ่ง

ฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตหลังคลอด

ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตหลังคลอด ได้แก่ อินซูลิน ฮอร์โมนเติบโต ธัยรอยด์ฮอร์โมน และฮอร์ โมนเพศ ฮอร์โมนที่พบบ่อยถ้าขาดและทำให้การเจริญเติบโตช้า

ได้แก่ ฮอร์โมนเติบโต ธัยรอยด์ฮอร์โมน "เด็กเตี้ยที่มีสาเหตุจากขาดฮอร์โมนเติบโตและธัยรอยด์ฮอร์โมนสามารถรักษาได้ผลดีหากตรวจพบ และ รักษาแต่เนิ่นๆ

การตรวจความผิดปกติที่เกิดจากการขาดธัยรอยด์ฮอร์โมน

ทำได้ง่ายเพียงเจาะเลือดตรวจหาระดับธัยรอยด์ฮอร์โมนเพียงครั้งเดียว หากพบว่าขาดจริงการรักษาทำโดย การให้ฮอร์โทนทดแทนทางปาก

การตรวจหาความผิดปกติที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเติบโต

การตรวจหาระดับฮอร์โมนเติบโตแตกต่างไปจากการเจาะเลือดโดยทั่วๆไป จำเป็นต้องให้ยากินหรือฉีดยา กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเติบโตก่อน ดังนั้นคนไข้ต้องงดอาหารก่อนวันทดสอบ

ระหว่างการทดสอบคนไข้ จะอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาล และแพทย์โดยใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าผลการทดสอบสามารถแปลผลได้ แม่นยำ คนไข้บางรายอาจต้องทำการทดสอบ 2 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้ขาดฮอร์โมนนี้จริงๆ

การรักษาคนไข้ที่ขาดฮอร์โมนเติบโต ทำโดยการฉีดฮอร์โมนเติบโตเข้าใต้ผิวหนัง

คนไข้ที่จะตอบสนองดีต่อการให้การรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมนเติบโต คือคนไข้ที่ขาดฮอร์โมนเติบโตจริงๆ หากขาดมากจะตอบสนองดีกว่ารายที่ขาดไม่มาก ดังนั้นก่อนให้ฮอร์โมนเติบโตจึงจำเป็นต้องทำการทดสอบ ทุกราย

ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษา

การรักษาด้วยการให้ฮอร์โมนเติบโตจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มให้การรักษา ความรุนแรงของการ ขาดฮอร์โมน ขนาดของฮอร์โมนที่ให้ วิธีการให้ และระยะเวลาที่ได้รับการรักษา การรักษาจะได้ผลดีหากให้ การรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

โดยสรุปเด็กที่มีปัญหาเติบโตช้าหรือตัวเตี้ย ควรนำเด็กไปพบแพทย์ก่อนที่เด็กจะมีลักษณะเข้าวัยหนุ่มสาว นำส่วนสูงของที่วัดไว้ก่อนหน้านี้ในสมุดวัคซีนและสมุดพกนักเรียนไปด้วย หากไม่มีสมุดวัคซีนหรือสมุดพก สามารถขอบันทึกการวัดได้จากสถานพยาบาลหรือโรงเรียนโดยตรง
ส่วนสูงของบิดาและมารดา อายุที่เริ่ม เข้าวัยหนุ่มในบิดา(ถ้าหากจำได้) และอายุที่เริ่มมีประจำเดือนในมารดา บิดาและหรือมารดาควรไปกับเด็ก ด้วยเพื่อให้ประวัติเด็กกับแพทย์ผู้ดูแล เพื่อฟังคำแนะนำและแนวทางในการตรวจรักษา นอกจากนี้เด็กบาง รายอาจต้องการความช่วยเหลือดูแลจากแพทย์ทางจิตเวชเด็กอีกด้วย

Thanks : Sanook.com


เคล็ดลับการดูแลผิวพรรณ

เอาใจใส่ดูแลผิวหน้า ผิวพรรณของคุณให้ดียิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมเสน่ห์ให้มัดใจ และหลงไหลในความอ่อนเยาว์ของคุณ ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างมีสไตล์ ในแบบผู้หญิงสมัยใหม่ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการเพิ่มวิตามินให้ผิวหน้า ผิวพรรณ ด้วยการเลือกทานผัก ผลไม้ และธัญญพืชมากขึ้น เพราะวิตามินหลากหลายชนิด จะทำให้ผิวหน้าและผิวพรรณของคุณดูมีน้ำมีนวล สดใสและดูเปล่งปลั่งอยู่เสมอ และยังช่วยลดอันตรายที่จะเกิดจากแสงแดดอีกด้วย

เติมน้ำเพิ่มความสดชื่น เพราะการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยรักษาสมดุลย์ในร่างกาย และช่วยให้ผิวหน้า ผิวพรรณดูมีสุขภาพดีอยู่เสมอ

หาวิธีสยบความเครียด ไม่ปล่อยให้ร่างกาย และจิตใจของคุณต้องเผชิญกับความเครียดที่หมักหมมมาจากการทำงานตลอดสัปดาห์ แล้วพยายามหาเวลาอย่างช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์พักผ่อนให้สบาย โดยอาจใช้วิธีออกกำลังกาย เล่นโยคะ หรือจะแอบงีบช่วงกลางวัน เพื่อที่คุณได้ปลดปล่อยตัวเองให้สบายๆ ไม่เครียด

และที่สำคัญ ควรเพิ่มพลังความอ่อนเยาว์แก่ผิวหน้าของคุณด้วยการเลือกครีมบำรุงผิวที่ส่วนผสมที่ได้รับการยอมรับ เช่น เอเอชเอ ซีแอลเอ เรตินอล และมีประสิทธิภาพการซึมซาบเข้าบำรุงลึกอย่างตรงจุด และแก้ปัญหาผิวพรรณแบบชั้นต่อชั้น เพื่อลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ เพราะหากใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ทำงานแค่เพียงการเคลือบด้านบนของผิว อาจไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายฉายเสน่ห์แห่งความอ่อนเยาว์ มัดใจคนข้างกายในวาเลนไทน์นี้ และเพิ่มอานุภาพแห่งรักของคุณให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่า "ความงามที่แท้จริง คือความงามจากภายในสู่ภายนอก" ค่ะ

Thanks : Sanook.com

Facebook Twitter Delicious Digg Stumbleupon Favorites More